Ad

Right Up Corner

Ad left side

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

อุทธาหรณ์สำหรับคุณแ่ม่ทุกคน..........ทะเลกรุงเทพ

อุทธาหรณ์..........

          เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่เกิดกับเพื่อนของเพื่อนเราอีกที
          เพื่อนเราโทรมาเล่า แล้วก็เอาไปเขียนลงไดอารี่ของเค้า
          เราเลยขอคัดลอกมาลงให้อ่านบางส่วนที่นี่อีกทีนึง
          เพื่อนเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่านค่ะ

          ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เราคัดลอกมาค่ะ


                คือเราได้มีโอกาสรู้จัก รุ่นพี่ที่ทำงานของพี่ xxx
                พี่คนนี้เป็นคนนิสัยดีแต่เป็นคนรักการทำงานมาก และด้วยการทำงานที่ต้องบินไปมา
                ไม่แน่นอนทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวมากนัก
                ปีนี้ลูกชายคนเดียวของพี่เค้า คือน้องออม เพิ่งจะสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังที่หลายๆคนอยาก
                เข้าในแถบชลบุรีได้ เลยขอพ่อว่า เออ...ขอไป ตปทได้ไหม
                แต่เวลาของคุณพ่อก็ไม่มีเลยเชียว ตารางเต็มไปหมดเลยขอผลัดไปปีหน้าแล้วกันนะ

                น้องออมก็เลยต้องอยู่บ้านช่วงปิดเทอมพร้อมกับญาติๆ  เมื่อต้นเดือนเมย. ญาติๆของน้องออม
               
อยากไปเที่ยวทะเลกรุงเทพเลยตกลงใจมาเที่ยวที่ทะเลกรุงเทพ
                และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้
                วันนั้น น้องออมเล่นน้ำกับญาติๆอย่างมีความสุข
                ในสวนน้ำขนาดใหญ่ที่พูดกันตรงๆว่า ไม่มีการรักษาความสะอาดเลย
                คนมาตำส้มตำ  มาปิ้งย่างมา สารพัดจะมาน่ะ
                ด้วยความที่เป็น ดช.ร่างกายแข็งแรงร่าเริงก็เล่นโดยไม่คิดอะไร
                และค่อนข้างโลดโผนจนน้องเกิดการสำลักน้ำ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ปรกติ
                ที่เด็กเล่นน้ำจะสำลักน้ำ ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีจนกระทั่งคืนนั้น

                น้องออมมีอาการตัวร้อน และปวดหัว จนเช้าได้มีการทานยาลดไข้ตามปรกติและเช็ดตัว
                คุณแม่ได้พาน้องออมไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลภูมิพล
                เพราะคิดว่าเป็นไข้ทั่วๆไป ครั้งแรกที่ไปคุณหมอตรวจไม่พบอาการอะไร
                จึงให้ยาตามปรกติแล้วกลับมาบ้าน น้องออมกลับมาบ้าน
                และทานข้าวทานยาและนอนหลับไปตอน 1 ทุ่ม
                ก่อนนอน น้องออมบอกกับคุณแม่ว่า เดี๋ยวหายแล้วกลับบ้านเรานะแม่
                ( น้องออมมาเที่ยว และพักที่บ้านญาติแถวดอนเมือง)
                ใครจะรู้ว่านั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่น้องออมจะหลับไปอย่างไม่มีวันกลับ

                เช้าวันนั้นคุณแม่น้องออมมาปลุกตามปรกติ  แต่ลูกชายที่รักกลับนอนนิ่งไม่ยอมตื่น
                ไม่แม้แต่ขยับเปลือกตาอะไรเลย  จึงได้นำสงโรงพยาบาลภูมิพลอีกครั้ง
                และครั้งนี้พบว่าน้องออมมป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ
                หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บปวด หัวมึนหมุนไปหมด
                ญาติก็ทำอะไรไม่ถูก  จึงได้โทรติดต่อคุณพ่อน้องออมซึ่งก็ติดภารกิจกว่าจะบินกลับก็อีก 2 วัน
                ได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้
                และส่งข่าวคราวถึงรุ่นน้อง ผองเพื่อนทุกๆคน ซึ่ง 1 ในนั้นคือพี่ xxx และตัวเราด้วย

                ทุกคนรุดไปเยี่ยมน้องออม  ภาพที่เห็น คือเด็กชายที่เคยวิ่งเล่นร่าเริงสมวัยกลับนอนนิ่ง
                หน้าอกขยับขึ้นลงช้าๆ  ตัวซีดขาว  รอบตามีรอบดำคล้ำ
                ปากแห้งแตก และมีผ้าพันไว้รอบหัว เพราะน้องออมมีอาการของสมองบวม
    เนื่องจากเชื้อร้ายตัวนี้มันเข้าไปทำลาย  มันเข้าไปไวมาก  และกินสมองน้องไปเรื่อยๆ
    สมองน้องจะบวมๆ ต้องผ่าเปิดกระโหลกเพื่อให้สมองได้ขยายตัว
    แล้วใจของแม่ที่ไหนจะทานทนได้ ที่ต้องเห็นลูกที่เรารักเลี้ยงดูมา
    ไม่เคยให้เจ็บปวดต้องมาโดนหมอเอามีดผ่าลงไปนหัวน้อยๆที่เคยหนุนตักนอน
    หนูจะทนได้สักเท่าไร ลูกจะเจ็บมากไหม
 
  ซ้ำร้าย ที่โรงพยาบาลยังบอกว่าเครื่องวัดความดันสมอง
    ที่คอยจับเวลาดูในแต่ละชั่วโมง แต่ละวินาที ว่าสมองน้องออม กิดอะไรขึ้น
    ซึ่งก็คือการจับดูนาทีชีวิตนาทีต่อนาทีนั่นเอง
ของโรงพยาบาลนั้นมีแค่เครื่องเดียว

    เครื่องเดียววววว....และ ถ้ามีคนป่วยเข้ามา
    ก็ต้องถอดไอ้เครื่องนี้เพื่อไปเสียบคนอื่นแล้วลูกแม่ ล่ะ...จะเป็นยังงัย
    เราทุกคนได้โทรติดต่อญาติๆ ที่ทำงานด้านโรงพยาบาลจนเราพบว่า (..อันนี้จำเลยนะคะ)

    เครื่องมือที่ว่าเนี่ย มีที่โรงพยาบาลเด็ก เท่านั้น

    โรงพยาบาลเอกชนยังต้องมาเช่าจากโรงพยาบาลเด็กไปเลย

    ตอนนี้การรักษาเด็กที่โรงพยาบาลเด็กทันสมัยและดีที่สุด (ในเคสหนัก)

    มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทุกโรงเลยก็ว่าได้


    แต่ไม่สามารถพาน้องย้ายไปได้เนื่องจากน้องได้ทำการผ่าสมองที่นี่แล้ว
    โอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมันมากเกินไป  และได้ความรู้ใหม่จากคุณหมอด้วยว่า
 
  เด็กคนไข้ที่เป็นไข้สมองอักเสบนี่มากทีเดียวที่โรงพยาบาลเด็ก และมาจาก
    ที่สวนน้ำแห่งนี้ ม่น้อยกว่า 10 ราย
และเคสคล้ายกันคือ
    ไปเล่นน้ำที่นี่แล้วเกิดติดเชื้อมาจากการสำลักน้ำ

    จริงๆการติดเชื้อนี้เกิดได้หลายสาเหตุ แต่จากการสำลักน้ำนี่มากที่สุด

    แต่ก็นะเด็กกับน้ำนี่ขาดกันไม่ได้ คุณหมอบอกว่า
ถ้าเลือกได้ให้เลือกสระน้ำเกลือ
    เพราะจะมีความสะอาดกว่า ถึงจะไม่ 100%
ก็เถอะ หากสระธรรมดา
    ยิ่งสระตามโรงแรมที่พักใหญ่ๆ ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง

    ( พูดถึงสระใหญ่ ในสมอง xxxx พุ้งปรี๊ดถึงโรงแรมดังไฮโซเลยนะเนี่ย  แอบคิดแบบชั่วๆ
    ให้ลูกคนรวยๆดังๆโดนมั่งจะได้ตื่นตัวกันสักที เพราะจะเอาอะไรมาประกันว่าลูกคนมีเงินมันจะไม่มีเชื้อโรคหึ)

    ต่อให้มีเครื่องบำบัดแต่มันก็น้ำเท่านั้นเอง
    มันไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค  ยิ่งที่ไหนกลิ่นคลอรีนเข้มๆ นี่ทำใจไว้ได้เลย
    พยายามอย่าให้เด็กสำลักน้ำเป็นสำคัญ วัคซีนที่เราทุกคนไปฮีดๆกันน่ะ กันได้แค่ 50% เท่านั้น
    และที่สำคัญที่สุดคือ เชื้อนี่มีในทุกที่ทุกแห่งและทุกเวลา
    ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดตอนไหน จริงๆ ปะเหมาะเคราะห์ร้าย
    เกิดมาจ๊ะตอนลูกเราไม่เต็มร้อย ก็เป็นแบบน้องออม

    คุณแม่จึงต้องให้น้องออมอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลต่อไป
    ต้องนั่งมองลูกชายตัวน้อยที่หลับใหลผ่านกระจก
    ต้องคอยหวังว่าจะไม่มีใครมาแบ่งเครื่องนี้จากน้องออมไปใช้
    และภาวนาว่าลูกชายจะตื่น และกลับบ้านพร้อมกับแม่คนนี้ นาทีต่อนาทีที่เฝ้าภาวนา
    จากนั้นคุณพ่อของน้องออมกลับมา
    คุณพ่อน้องออมเป็นผู้ชายร่างใหญ่ที่ปล่อยโฮร้องไห้แบบไม่อายใคร
    ในนาทีที่รู้ว่าไม่มีอะไรสามารถช่วยลูกชายได้นอกจาก ปาฏิหาริย์
    ถ้าปลดเครื่องช่วยหายใจ นั่นคือ ดวงใจดวงน้อยของพ่อก็จะจากไปไม่มีวันกลับ
    งานการที่ทุ่มเททำไปไม่มีประโยชน์อะไรในตอนนี้

    ทุกคนยื้อน้องออมสุดชีวิต ในทุกวีถีทางที่จะทำได้
    ถ้าตายแทนได้พี่ทำไปแล้ว
    คำพูดจากปากคุณพ่อคุณ แม่น้องออม
    และสุดท้ายน้องก็จากไปเวลา ตีสอง

   
รวดเร็วมากเชื้อร้ายนี้ ใช้เวลาเพียง 5 วัน
    คร่าชีวิตเด็กน้อยอายุ 10 ปี ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยไปจากร่างอันเป็นสุดที่รัก
    คุณแม่น้องออมร้องไห้ราวกับจะขาดใจ
    ร้องจนเป็นลม  ฟื้นขึ้นมาก็ร้องใหม่ ร้องจนแทบขาดใจ
    ส่วนคุณพ่อ ไม่มีน้ำตาเพราะมันตกในไปหมดแล้ว
    มันไหลตกอยู่ในใจอย่างเจ็บปวด สวมกอดร่างน้อยๆที่เคยวิ่งเล่นที่เคยพูดคุย
    ที่เป็นแก้วตาดวงใจ และจูบเบาๆที่หน้าผากและบอกกับน้องออมว่า
    แม่+พ่อรักหนูนะลูก.. และนั่งดูหัวใจค่อยๆลด ค่อยๆลด ไปทีละกราฟ
    สิ่งที่ใจหายที่สุดคือไม่มีแม้แต่บอกลาสักคำเดียว
    ไม่มีใครคิดว่าการหลับตอน 1 ทุ่มตอนนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นน้องออมหายใจ
    ไม่มีลางบอกเหตุ ไม่มีอะไรเลย ....

    เราได้ไปร่วมงานศพของน้องที่สัตหีบเมื่อวันพฤหัสที่ 22 เม.ย. 53 ที่ผ่านมา
    บรรยากาศเศร้าสลดไปหมด เราไม่สามารถไปรดน้ำน้องได้
    กลัวจะร้องไห้ แล้วจะยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ไปกันใหญ่
    ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของคุณแม่น้องออม  ยิ่งนาทีที่เอาใส่โลงนะ
    เสียงเหมือนจะขาด ใจ............ เราได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับพี่เค้าก่อนกลับหลังสวดเสร็จ
    พี่เค้าทำเอาเราน้ำตาแตกจนได้กับการที่พี่เค้าเดินไปเคาะที่โลงน้องออม แล้วบอกว่า

    หนูได้กลับบ้านแล้ว ลูกจ๋า กลับบ้านเราเถอะนะลูก ... ...

    หลับให้สบายนะหลานน้า....

    และทุกคน.....เสียใจ จนถึงทุกวันนี้


                เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสวนน้ำแห่งนี้ แต่เราไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดกับใคร
                รบกวนคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่าน พี่น้องทุกๆคนช่วยกันบอกๆ ต่อกันเยอะๆ นะคะ

yengo ad

BumQ